Skip to:

กรรมการกสทช. นักวิชาการ ค้านให้ช่องทีวีดิจิตอลสาธารณะกับช่อง5-11

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ และ ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ทั้งสองท่านเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกช่องทีวีดิจิตอลประเภทบริการสาธารณะ แบบความคมชัดสูง (HD) ให้กับช่อง 5 และ ช่อง 11 เพราะขัดแนวทางปฏิรูปสื่อที่กสทช.วางไว้ เช่น ที่ผ่านมา ช่อง 5 นำเสนอข่าวสารและสาระประโยชน์ประมาณ 44% ที่เหลือเป็นเนื้อหาบันเทิง ซึ่งไม่ตรงกับกรอบช่องบริการสาธารณะ และทั้งช่อง 5 และ 11 ยังไม่มีแผนการคืนคลื่นความถี่ที่ถือครองไว้อีกด้วย

ทั้งนี้กทสช.ได้กำหนดประเภททีวีดิจิตอลบริการสาธารณะ คือ บริการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริการสาธารณะ โดยแบ่งออกเป็น

  1. ประเภทที่หนึ่ง เพื่อการส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ สุขภาพ อนามัย กีฬา หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน
  2. ประเภทที่สอง เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ
  3. ประเภทที่สาม เพื่อการกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น

นักวิชาการอีกจำนวนมาก ยังได้แสดงความเห็นใน เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็น "การปฏิรูปสื่อในทีวีดิจิตอลสาธารณะ : รูปแบบที่ควรจะเป็น" ที่จัดโดยกสทช. ยังได้ร่วมคัดค้านการยกช่องบริการสาธารณะให้ช่อง 5 และ 11 โดยอัตโนมัติ สรุปมีข้อเสนอดังนี้

  1. กสท. ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายเดิม (ช่อง 5 ,ช่อง 11 และไทยพีบีเอส) ปรับตัวให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบกิจการสาธารณะ มิใช่ได้รับสิทธิในการออกอากาศในระบบดิจิตอลโดยอัตโนมัติ มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
  2. กสท. ต้องสร้างเกณฑ์การตรวจสอบ “หน้าที่” และ “ความจำเป็น” ของผู้ประกอบการรายเดิม และหน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ที่ขอเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่โดยคำนึงถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของ
  3. กสท.ต้องจัดทำคำนิยาม “บริการสาธารณะ” และเนื้อหารายการ รวมทั้งพันธกิจสำคัญในแต่ละช่องรายการให้ชัดเจน และขอให้ทบทวนการจัดกลุ่มตามวัตถุประสงค์ของทั้ง 12 ช่อง
  4. กสท.ต้องคำนึงถึงความเป็นเจ้าของสำหรับภาคประชาชนเพื่อใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในทุกพื้นที่ของการประกอบกิจการ
  5. กสท.ต้องกำหนดให้แต่ละช่องเสนอโครงสร้าง การบริหารที่สะท้อนความเป็นอิสระจากภาคการเมืองและภาคธุรกิจ และมีแผนการจัดสรรและที่มาของงบประมาณที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้
  6. กสท.ต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ ช่องบริการสาธารณะ (Beauty Contest) ที่ชัดเจน และผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เนื่องจากเป็นแนวนโยบายที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ
  7. กสท.ควรชะลอการพิจารณาการจัดสรรคลื่นความถี่บริการสาธารณะ 12 ช่อง จนกว่าจะสำรวจและรับความเห็นจากทุกภาคส่วนและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการใช้ดุลพินิจของ กสท.

ความเห็น

รูปภาพของ tkittich

ตามวัตถุประสงค์เพื่อบริการสาธารณะ ช่อง 11 น่าจะเข้าประเภทที่สาม คือ ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ช่อง 5 ไม่น่าจะเข้าข่ายประเภทไหนเลยนะครับ

รูปภาพของ tkittich

ตกลงว่า ช่อง 5 และ 11 ได้ช่องทีวีดิจิตอลโดยมีอายุเท่ากับสิทธิใช้คลื่นความถี่เดิม ตามมาตรา 82 และมาตรา 83 ของ พ.ร.บ.องค์จัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงไม่ต้องเข้าข่ายประเภทไหนเลยครับ

รูปภาพของ tkittich

ในเรื่องนี้ พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช. ได้ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ @DrNateeDigital เมื่อสักครู่

  1. มีผู้ที่เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นกรณีการอนุญาตโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ประเภทกิจการบริการสาธารณะของ กสท./กสทช. ผ่านสื่อมวลชน
  2. บางส่วนได้ขอให้เลื่อนกรอบระยะเวลา กระบวนการยื่นขอ/ออกใบอนุญาตโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ประเภทกิจการบริการสาธารณะออกไปก่อน
  3. ผมคิดว่าความคิดเห็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกท่านต่างก็อยากให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะอย่างแท้จริง
  4. ผมใคร่ชี้แจงให้ทุกท่านได้ทราบว่าจนถึงปัจจุบัน กสท. ยังไม่มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ประเภทบริการสาธารณะเลย
  5. รวมถึงยังไม่มีหน่วยงาน องค์กร หรือสถาบันใดที่ กสท. ได้พิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ประเภทบริการสาธารณะให้
  6. กรณีที่หลายท่านสงสัยก็คือ การกำหนดแนวนโยบายการออกอากาศคู่ขนาน (หรือ Simulcast) ของช่องโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกเดิม
  7. การออกอากาศคู่ขนานของช่องโทรทัศน์ในระบบอนาล็อก หรือ Simulcast เป็นแนวนโยบายที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิตอล
  8. เป็นแนวปฏิบัติสากลทั่วโลก เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ดิจิตอลเกิดขึ้นโดยมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
  9. ประชาชนจะเปลี่ยนจากการรับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกไปสู่การรับสัญญาณดิจิตอลนั้น เหตุผลประการหนึ่งก็คือมีบริการที่ดีกว่า
  10. สิ่งที่ดีกว่าในระบบดิจิตอล เมื่อเทียบกับระบบอนาล็อกรวมถึง (1) คุณภาพที่ดีกว่า (2) จำนวนช่องรายการที่มากกว่า และ (3) เนื้อหารายการ
  11. ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล ทำให้มีคุณภาพที่ดี ชัดเจนกว่า และมีจำนวนช่องรายการที่มากกว่าจากการใช้คลื่นความถี่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
  12. สำหรับเนื้อหารายการที่ดีกว่านั้น การอนุญาตให้ช่องโทรทัศน์อนาล็อกเดิมได้รับสิทธิให้ออกอากาศในระบบดิจิตอลแบบคู่ขนานเป็นคำตอบ
  13. การมีช่องอนาล็อกเดิมบนระบบดิจิตอลเป็นการประกันว่าการเปลี่ยนมารับสัญญาณทีวีดิจิตอลจะสามารถรับชมรายการในระบบอนาล็อกด้วย
  14. จะทำให้ประชาชนที่เปลี่ยนมารับบริการในระบบดิจิตอลมั่นใจว่าจะสามารถรับชมช่องอนาล็อกได้อย่างครบถ้วน ไม่สูญเสียสิ่งที่เคยได้รับอยู่เดิม
  15. นอกจากนี้การเปลี่ยนมารับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอลจะมีเนื้อหาสาระในช่องรายการใหม่ๆ เพิ่มเติม จากจำนวนช่องรายการที่เพิ่มขึ้น
  16. ประชาชนจะสามารถตัดสินใจเปลี่ยนไปรับบริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่เร็วขึ้น
  17. การออกอากาศแบบคู่ขนานบนระบบดิจิตอลของช่องอนาล็อกจะสิ้นสุดไปพร้อมกับการยุติการออกอากาศของช่องโทรทัศน์ในระบบอนาล็อก
  18. การออกอากาศแบบคู่ขนานการก่อนจะมีการยุติระบบอนาล็อกจึงเป็นการมองที่ประโยชน์สาธารณะของประชาชนผู้บริโภคมิใช่ผู้ประกอบกิจการ
  19. การออกอากาศแบบคู่ขนานมิใช่เป็นการออกใบอนุญาตใหม่ แต่เป็นกระบวนการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติสากล
  20. มีวัตถุประสงค์ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว พัฒนากิจการโทรทัศน์ ใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ครับ

ติดตามข้อมูลข่าวสารทีวีดิจิตอล ได้ทางเว็บ tvdigital.in.th, ทางเฟสบุ๊ค facebook.com/tvdigital.in.th, และทางทวิตเตอร์ twitter.com/TVDIGITALinth ^^